คุณค่าแห่งรัก ตุลย์-วิทวัส พาแม่นุ่น สู้มะเร็ง
20 ตุลาคม 2560 เวลา 15:10 น.| เปิดอ่าน 13535 ครั้ง

คุณค่าแห่งรัก ตุลย์-วิทวัส พาแม่นุ่น สู้มะเร็ง

 

 

หลายคนรับรู้ข่าวคราวของแม่นุ่น กับการป่วยเป้นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก “แม่นุ่น” เป็นระยะมาตั้งแต่ปี 2556 จนมาถึงวันสุดท้ายเมื่อ 13 ตุลาคม 2560 วันสุดท้ายของการต่อสู้ของทั้งสอง

 

การต่อสู้โรคของแม่นุ่น ถือเป็นครูให้กับใครหลายคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง หรือมีญาติที่ป่วยเป็นมะเร็ง เพราะ “ตุลย์” ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ คือค้นคว้าอ่านตำราต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งอย่างหนักเพื่อหาทางรักษาแม่นุ่น รวมทั้งกำลังใจที่มีให้ตลอดมา  และในวันที่ความเศร้ายังเกาะกุมใจ ตุลย์-วิทวัส ปลีกเวลามาบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้ “สุขกาย สบายใจ”ฟังถึงเหตุผลในการต่อสู้แม่นุ่น รวมถึงขั้นตอนการรักษาทั้งทางแพทย์ และทางใจ โดยย้อนกลับไปประมาณปี 2556 ว่า

 

หลังกลับจากเที่ยวเกาะเสม็ด แม่นุ่นรู้สึกปวดท้องมาก ไปตรวจที่โรงพยาบาลจึงรู้สาเหตุของโรคร้ายว่า “ตับโต” แต่เมื่อตรวจไปเรื่อยๆ แพทย์มาสรุปอีกครั้งว่า แม่นุ่นป่วยเป็นมะเร็งแพร่กระจายระยะที่ 4 หรือ ระยะสุดท้าย โดยเริ่มจากมะเร็งเต้านม ลามไปทั่วทั้งตับ กระดูกสันหลัง ต่อมน้ำเหลืองกว่า 10 ต่อมทั่วร่างกาย ซึ่งก็รักษาตามอาการเรื่อยมาจนกระทั่งถึงเดือนกันยายน 2560 ที่เกิดอาการเนื้องอกอีกครั้งที่สมอง

"ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราเจ็บปวดแต่ก็ยอมรับได้ และไม่เคยท้อ ยิ่งมองเห็นลูกอีก 2 คนที่ต้องดูแลเรายิ่งท้อไม่ได้ มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป"

 

วันที่ 9 ก.ย. 60 เนื่องจากมีก้อนใหญ่ 3 ก้อน ก้อนแรกด้านบนซ้าย (left high parietal) ขนาดเกือบ 4 ซม. นที่สอง อยู่ท้ายทอยด้านขวา (right occipital) เป็นจุดที่เป็นปัญหา ทำให้ตาครึ่งซีกซ้ายของทั้งสองลูกตามองไม่เห็น ก้อนนี้ก็ใหญ่ราว 3 ซม. และก้อนที่สาม ขนาดเกือบ 3 ซม. อยู่ที่ตรงกลางของสมองน้อย ในจุดที่เรียกว่า cerebellar vermis จุดนี้ทำให้เขาเดินเซ และเป็นตำแหน่งอันตราย เพราะอยู่ใกล้ก้านสมองไม่ถึง 1 ซม. 

 

ส่วนที่เหลือที่กระจัดกระจายอยู่ 7 ตำแหน่ง ขนาด 1-2 ซม. ไม่เห็นขอบชัดเจนเท่าไร ผลรายงานจากการอ่านของหมอ สรุปได้ว่า ก้อนส่วนใหญ่มีขนาดเล็กลง ความบวมลดลง บางก้อนขนาดคงที่ ไม่มีจุดใหม่ และไม่มีการลามไปที่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง ซึ่งหลังการผ่าตัดผ่านไป 21 วัน อาการก็ทรงกับทรุด พ่อตุลย์จึงตัดสินใจให้เธอได้พักผ่อน

 

แม้จะเจ็บปวดกับการรักษาครั้งนี้ แต่ตุลย์ก็ไม่คิดฝืนกฎธรรมชาติอีกต่อไป ตุลย์ อธิบายเหตุผลที่ดื้อดึงต่อสู้ตั้งแต่ต้นว่า เป็นเพราะเจอหมอแล้วไม่ได้คำตอบที่ไม่ชัดเจน อาการบางช่วงหมอวางมือ ปฎิเสธการรักษาแล้ว ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยขึ้นในใจ จึงเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลเอง

 

“จากเดิมที่ไม่รู้อะไรเลยก็มาเริ่มรู้มากขึ้น ส่วนที่หลายคนว่าทำไมต้องรู้อะไรมากมาย ก็เพราะโรคมันก็เริ่มแรงไปเรื่อยๆ เราต้องการยืดเวลาให้มากที่สุด ช่วยช็อตโน้ต ช่วยบอกอาการเวลาไปพบแพทย์ เหล่านี้มันเป็นส่วนหนึ่งที่พาเค้ามาให้ไกลได้ถึงขนาดนี้”

 

นอกนอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลแล้ว “ตุลย์” ยังบอกว่ากำลังใจของผู้ป่วย เป็นสิ่งสำคัญมาก “กำลังใจของแม่นุ่น มาจากตัวเค้าเองที่ต้องการมีชีวิตต่อเพื่อลูก ตรงนี้เราคิดตรงกันจึงพร้อมจะสู้ไปด้วยกัน ทุกวันผมให้กำลังใจเค้า เค้าให้กำลังใจผม มันทำให้เรามีพลังที่จะสู้ จนถึงวันนี้แม้เราจะไปต่อไม่ได้แต่ผมก็ไม่รู้สึกเสียใจกับเวลาที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปผมก็เลือกที่จะทำเช่นนี้ครับ”

 

ด้วยเวลาที่จำกัดก่อนจากกัน “ตุลย์” ยังฝากถึงผู้ป่วยมะเร็ง รวมถึงคนที่มีญาติป่วยเป็นมะเร็งว่า ไม่ต้องเป็นแบบที่เขาเป็น ไม่ต้องดิ้นรนอย่างที่เขาทำ ขอแค่ทุกคนมีกำลังใจให้ตัวเองก็พอแล้ว เพราะกำลังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะพาคนไข้ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้