เที่ยวป่าหน้าหนาวระวัง ตัวไรอ่อนกัด
18 ธันวาคม 2560 เวลา 14:05 น.| เปิดอ่าน 1120 ครั้ง

 

ทั้งนี้ ตัวไรอ่อนมักกัดบริเวณในร่มผ้า  เช่น ขาหนีบ  เอว  ลำตัว  รักแร้  หลังถูกกัด 10-12 วัน จะเริ่มแสดงอาการ  คือมีไข้สูง  หนาวสั่น  ปวดศีรษะ  อ่อนเพลีย  ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว  ตาแดง  ปวดกระบอกตา  ผู้ป่วยร้อยละ 50 จะพบแผลคล้ายถูกบุหรี่จี้บริเวณที่โดนกัด  ลักษณะแผลจะเป็นรอยบุ๋ม แดงคล้ำ ไม่มีอาการคันซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของโรค  บางรายอาจหายได้เอง แต่ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยมักเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ  สมองอักเสบ อาจทำให้เสียชีวิตได้

                ไข้รากสาดใหญ่ เป็นกันได้ตลอดปี  ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ ชาวสวน  นักล่าสัตว์  นักเดินป่า  ทหาร  ตลอดจนผู้ที่ตั้งค่ายในป่า  แต่จะพบมากเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนถึงหน้าหนาว   โดยตัวไรอ่อนจะอาศัยตามพื้นหญ้าและวางไข่บนพื้นดิน  เมื่อตัวอ่อนฟักออกมาจะกระโดดเกาะสัตว์  เช่น หนู  กระแต หรือคน  แล้วดูดน้ำเหลืองเป็นอาหาร  ตามข้อมูลเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา 

สำหรับโรคไข้รากสาดใหญ่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่มียารักษาให้หายได้ ดังนั้น เมื่อจะท่องเที่ยวตามป่าเขา  ควรเตรียมพร้อม ก่อนกางเต็นท์ควรถางพื้นให้โล่งเตียนป้องกันสัตว์หรือแมลงมีพิษต่างๆ  แต่งกายให้มิดชิด  ใส่กางเกงขายาว เสื้อแขนยาวปิดคอ  เหน็บชายเสื้อในกางเกง  สวมถุงเท้า รองเท้า ให้คลุมปลายขากางเกงไว้  หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนบนพื้นหญ้าโดยตรง และควรทายาป้องกันแมลงกัดตามแขน ขา 

หลังออกจากป่าให้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีและรีบซักเสื้อผ้าที่ใช้ด้วย เพราะอาจมีตัวไรอ่อนติดมาได้  หากในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ หลังกลับจากเข้าป่า เกิดมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ หรือพบรอยแผลบุ๋มแดงคล้ำจากการถูกแมลงกัด  ให้สงสัยว่าเป็นโรคนี้ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าป่าให้ทราบ  เพื่อการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้ต้องกินยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และติดตามผลการรักษาตามนัด  ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจขึ้นได้

แหล่งข้อมูล : สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค