ปวดศีรษะ 4 แบบ สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรละเลย
4 มกราคม 2561 เวลา 12:14 น.| เปิดอ่าน 1600 ครั้ง

 

ปวดหัวอาการเจ็บไข้ที่เป็นกันได้บ่อย ๆ ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย บางคนมีอาการปวดบ่อยครั้งขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น จนกลายเป็นอาการ “ปวดหัวเรื้อรัง” ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น นอนไม่หลับ ขับรถหรือทำงานไม่ได้หากใครต้องเผชิญกับอาการปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง  ไม่ควรมองข้ามกับอาการที่เกิดขึ้น เพราะอาการปวดหัวแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างกันออกไป วันนี้ นพ. บัญชา เสียมหาญ อายุรแพทย์ระบบประสาท ศูนย์ระบบประสาทสมองและไขสันหลัง โรงพยาบาล พญาไท 2 จะมาให้ความรู้ในเรื่องของการปวดหัว ซึ่งเป็นการเจ็บไข้ที่ไม่ควรมองข้าม โดยอาการปวดศีรษะที่จะนำไปสู่ภาวะแห่งโรคมีทั้งหมด 4 แบบ คือ

1. ปวดศีรษะแบบตึงตัว(Tension Type Headache) พบบ่อยที่สุด คนทั่วไปก็สามารถเป็นได้ เกิดจากความเครียด เหนื่อย ทำงานหนัก จะปวดแบบแน่นๆ รัดๆ ทั้งสองข้าง มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง

              2. ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine Headache) พบบ่อยในวัยทำงาน ปวดรุนแรงปานกลางถึงมาก มักปวดนาน 4 ชม.ขึ้นไป ปัจจัยอย่าง แสง เสียง สี และกลิ่นจะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียน

              3. ปวดศีรษะแบบกลุ่ม (Cluster Headache) จะพบในชายมากกว่าหญิง ปวดบริเวณรอบดวงตาหรือขมับข้างใดข้างหนึ่ง รุนแรงจนถึงกระสับกระส่าย มีอาการระบบประสาทร่วมด้วย เช่น ตาแดง น้ำตาไหล มีน้ำมูก และเหงื่อออก เป็นต้น

                4. ปวดศีรษะแบบเรื้อรังทุกวัน (Choronic Daily Headache) จะปวดเป็นเวลานาน อย่างน้อย 15 วันต่อเดือน ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการรับประทานยาเกินขนาด หรือกินยาผิดประเภท หรือไม่ก็เกิดจากภาวะไซนัสอักเสบ อาการเกี่ยวกับหลอดเลือดในสมอง หรือมะเร็งก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ปวดเรื้อรัง ฉะนั้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

สำหรับพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ปวดหัว เกิดขึ้นได้จากสภาวะแวดล้อมรวมถึงพฤติกรรมความเคยชินต่างๆที่คนไข้ไม่รู้ตัว อาทิ อยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงและแดดจ้า การเคี้ยวหมากฝรั่ง รับประทานอาหารหวาน เช่น ช็อกโกแลต ชีส

“สิ่งเหล่านี้คือตัวกระตุ้นที่ทำให้ปวดศีรษะ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว หลีกเลี่ยงการตากแดดนานๆ อยู่ในที่แสงไม่จ้า เพราะบางครั้งแสงไฟก็เป็นตัวกระตุ้นให้ปวดศีรษะ จากเดิมที่ปวดอยู่แล้วก็จะปวดมากขึ้น ลองปิดไฟแล้วเปิดเฉพาะดวงที่จำเป็น กรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงและเมื่อเกิดอาการแล้ว เบื้องต้นคนไข้สามารถผ่อนคลายเฉพาะจุดที่ปวดได้ด้วยการนวดบริเวณขมับ ก็จะช่วยให้อาการปวดเบาบางลงได้”    

                แม้ว่าอาการปวดศีรษะส่วนใหญ่ จะไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆโดยไม่หาสาเหตุป้องกันที่ถูกต้องอาการก็อาจจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสเสี่ยงที่จะไม่ตอบสนองต่อการรักษาก็มีเช่นกัน ขณะที่บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะเป็นไข้ร่วมกับต้นคอแข็ง และสุดท้ายมักเกิดร่วมกับอาการทางระบบประสาท อย่างแขนขาอ่อนแรง สับสน มึน งง บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เป็นต้น